สถานที่ท่องเที่ยว

สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี (สะพานแขวน)


สะพาน สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี หรือที่เรียกว่า "สะพานแขวน" สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2525 โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก  เพื่อสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี    
       ขนาดกว้าง 2.50 ม. ยาว 700 ม. ฐานรากและเสาเป็นคอนกรีต จำนวน 5 จุด พื้นทำด้วยไม้โยง ยึดด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ซึ่งในอดีตสามารถใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์สัญจร ไปมาได้แต่ปัจจุบันเป็นสะพานสำหรับเดินชมทิวทัศน์แม่น้ำปิง และมีการประดับไฟสวยงามในยามค่ำคืน

 
       สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีเป็นสะพานแขวนที่สวยงาม เหมาะสำหรับชมความงามของลำน้ำปิงบริเวณ โดยรอบมีสวนเฉลิมพระเกียรติฯ  ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม มีสวนสุขภาพ และสนามกีฬาหลายประเภท ยาวตามลำน้ำปิง มีอาคารกิตติคุณสำหรับใช้จัดกิจกรรมงานต่าง ๆ

       ในปัจจุบันบริเวณสะพานแขวนและสวนเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นบริเวณที่จังหวัดตากใช้จัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวงซึ่ง เป็นงานประเพณีประจำท้องถิ่น





 ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

       ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บนถนนจรดวิถีถ่อง ศาลนี้แต่เดิมอยู่ที่วัดดอยเขาแก้วฝั่งตรงข้ามกับตัวเมือง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ชาวเมืองเห็นว่าศาลนั้นไม่สมพระเกียรติ จึงช่วยกันสร้างศาลขึ้นใหม่พร้อมกับให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย ในพระอิริยาบถที่กำลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ที่ฐานพระบรมรูปมีคำจารึกว่า “พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๗ สวรรคต พ.ศ. ๒๓๒๕ รวม ๔๘ พรรษา”  ศาลนี้เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป

       สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ พระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระนามเดิมว่า สิน (ชื่อจีนเรียกว่า เซิ้นเซิ้นซิน) เป็นบุตรของขุนพัฒน์ และ นางนกเอี้ยง  เกิดเมื่อวันอาทิตย์ มีนาคม พ.ศ. 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเจ้าพระยาจักรี ผู้มีตำแหน่งสมุหนายกเห็นบุคลิกลักษณะ จึงขอไปเลี้ยงไว้เหมือนบุตรบุญธรรม ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัยได้รับการศึกษาขั้นต้นจากสำนักวัดโกษาวาส (วัด คลัง) และ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 13 ขวบ ที่วัดสามพิหาร หลังจากสึกออกมาแล้วได้เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็ก และ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุครบ 21 ปีตามขนบประเพณี 3 พรรษา หลังจากสึกออกมาได้เข้ารับราชการ ต่อ ณ. กรมมหาดไทยที่ศาลหลวงในกรมวัง ต่อมาในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตากจนได้เป็นพระยาตาก ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นได้ถูกเรียกตัวเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เพื่อแต่งตั้งไปเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชรแทนเจ้าเมืองคนเก่าที่ถึงแก่อนิจกรรมลงใน พ.ศ. 2310 ครั้นเจริญวัยวัฒนา ก็ได้ไปถวายตัวทำราชการกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความดีความชอบจนได้รับเลื่อนหน้าที่ราชการไปเป็นผู้ปกครองหัวหน้าฝ่าย เหนือคือ เมืองตาก และเรียกติดปากมาว่า พระยาตากสิน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชครองราชย์สมบัติ กรุงธนบุรีได้ 15 ปีเศษ ก็สิ้นพระชนม์มีชนมายุ 48 พรรษา กรุงธนบุรีัมีกำหนดอายุกาลได้ 15 ปี




เขื่อนภูมิพล







       เขื่อนภูมิพล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เขื่อนยันฮี  เป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย  สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิงที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา
       สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า และด้านชลประทาน  ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่  เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร  รอบบริเวณเขื่อนภูมิพลเป็นแหล่งพักผ่อน และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดด้วย
       นอกจากนั้นทางเขื่อนภูมิพลได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ  สองฝั่งลำน้ำปิงเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ตื่น  เป็นเส้นทางเดินศึกษาสภาพความหลากหลายของพื้นที่ป่าดิบเขา และการฟื้นฟูสภาพป่า  ตลอดจนการศึกษาลักษณะสภาพป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ความหลากหลายของภูเขาหิน ลำห้วย และน้ำตก  เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์


วัดพระบรมธาตุ



“วัดพระบรมธาตุบ้านตาก” อยู่ที่ ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก จ.ตาก ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง เดิมวัดแห่งนี้เป็นเมืองตากเก่า ก่อนที่จะมีการย้าย

ตัวเมืองไปอยู่ที่ ต.ระแหง ตัวเมืองตากในปัจจุบัน ห่างไปทางทิศใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร อันมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัย พระนางจามเทวี ล่องเรือเสด็จไปเมืองลำพูน หยุดพักบริเว

ณแห่งนี้ พบว่าเป็นเมืองร้าง จึงได้สั่งให้มีการฟื้นฟูบูรณะเมืองแห่งนี้ จนกลายเป็นชุมชนเมืองตาก 

วัดพระบรมธาตุบ้านตาก ยังปรากฏในศิลาจารึของพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะศึกเจ้าเมืองฉอด 

บนเนินเขาใกล้กับพระบรมธาตุ ประมาณ ๕๐๐ เมตร

ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลก ซึ่งเขียนเป็นภาษาเหนือ กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์ล่องมาตามลำน้ำ ปิง พระองค์ได้เสด็จมายัง ดอยมะหิยังกะ ในเขตตัวเมืองตาก ตรัสกับพระอานนท์ว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่สำราญ ร่มรื่น หากเราตถาคตปรินิพพานแล้วให้นำอัฐิและเกศากลับมายังดอยมะหิยังกะ 
ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอรหันต์ทั้ง ๔ ได้นำพระบรมสาริกธาตุของพระองค์ 
พร้อมด้วยเกศาอีก ๔ องค์ มาประดิษฐานยังดอยมะหิยังกะ แล้วก่อเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมแล้ว นำพระบรม
สารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

 ต่อมา พระครูพิทักษ์พระบรมธาตุ (ทองอยู่) ได้ไปนมัสการพระธาตุชเวดากอง ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ท่านจึงได้จำมาก่อสร้างองค์พระเจดีย์ เหมือนเจดีย์ชเวดากองล้อมคลุมองค์เก่า ไว้ ปิดทองสวยงาม 
พระครูพิทักษ์บรมธาตุ (พาน) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุบ้านตาก กล่าวถึงประวัติของหลวงพ่อทันใจ วัดพระบรมธาตุบ้านตาก ว่า ตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นพระลูกวัด พระครูบาตา อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อน ได้ปรึกษากับศรัทธาญาติโยมว่า มีความประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปขึ้นสัก ๑ องค์ และศรัทธาญาติโยมได้พร้อมใจร่วมกันนุ่งขาว ห่มขาว เริ่มก่อพระพุทธรูป ก่ออิฐถือปูน ปางมารวิชัย หน้าตัก ๓๒ นิ้ว และลงรักปิดทองคำเปลว ก่อนประกอบพิธีพุทธาภิเษก ๑ วัน กับ ๑ คืน เสร็จพอดี 
โดยคณะศรัทธาได้ตั้งชื่อว่า “พระเจ้าทันใจ” เพราะทำเสร็จเร็วทันใจ ต่อมามีญาติโยมได้มาตั้งจิตอธิษฐาน ขออะไรก็ได้สมความปรารถนา ทุกสิ่งทุกประการ นับเวลาจนปัจจุบันประมาณ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว 
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ นายทิพย์ หิงคานนท์ อดีตข้าราชการครู หลังเกษียณอายุราชการ ได้ล้มป่วยลงอาการหนักมาโดยตลอด จึงได้มาสักการะพระบรมธาตุ และอธิษฐานต่อองค์หลวงพ่อทันใจ ขอให้หายป่วย มีสุขภาพดีแข็งแรง จะกลับมาทอดกฐินที่วัดแห่งนี้ ๑๕ ปี 
ปรากฏว่า เป็นจริงดั่งคำอธิษฐาน อาการเจ็บป่วยของนายทิพย์ทุเลาลงตามลำดับ และในปี พ.ศ.๒๕๒๐ จึงมาทอดกฐินพร้อมคณะญาติชาวจังหวัดชลบุรี ต่อเนื่องจนครบ ๑๕ ปี และต่อมาอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งนายทิพย์ได้ถึงแก่กรรมในวัย ๘๙ ปี แต่ความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทันใจยังคงแพร่ขยายไปทั่วสาร ทิศ 
เช่น นักฟุตบอลทีมชาติไทย เคยยกทีมมาไหว้แก้บนเมื่อหลายปีก่อน, บรรดานักการเมืองระดับชาติ, นักธุรกิจใหญ่ ต่างเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อทันใจ เดินทางมาแก้บนตามที่ได้อธิษฐานไว้ หลวงพ่อทันใจ ไม่เพียงแต่ดลบันดาลในเรื่องหน้าที่การงาน ธุรกิจ การค้าขาย สำเร็จไปด้วยดีเท่านั้น ยังรวมไปในเรื่องของความรัก คู่ครอง และขอบุตร-ธิดา โดยเครื่องบูชาหลวงพ่อทันใจ จะเป็นกล้วย ส้ม ผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนของไหว้ประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด ห้ามนำเข้ามาถวาย และห้ามนำเข้าเขตพัทธสีมาอย่างเด็ดขาด ยกเว้นไข่ต้มสุกอย่างเดียว ส่วนการเสี่ยงทายความสำเร็จ มีช้างเสี่ยงทาย ใช้นิ้วก้อยยกสำหรับผู้ชาย และนิ้วนางสำหรับผู้หญิงทำนายดวงชะตา หากสำเร็จครั้งแรกขอให้ยกขึ้นทันที และอธิษฐานยกใหม่อีกครั้ง ขอให้ยกไม่ขึ้น หากคำทำนายดีสำเร็จดังหมาย ซึ่งก็สมปรารถนาดังใจทุกประการ
ห่างจากอ.บ้านตากประมาณ 36 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 1107 ประมาณ 35 กม. เลี้ยวซ้าย
เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1175 อีกประมาณ 1 กม. จะแลเห็นวัดพระบรมธาตุอยู่ทางซ้ายมือ หรือถ้าใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ตรงกม.ที่ 442 เข้าอ.บ้านตากประมาณ 300 ม. เลี้ยวขวาเข้าตลาดบ้านตากไปจนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านสะพานข้ามแม่ปิงแล้ว เลี้ยวขวาผ่านวัดท่านา เลี้ยวซ้ายผ่านวัดทุ่งยั้งไปจนสุดถนน เลี้ยวขวาไปจนสุดทางลาดยางเข้าถนนลูกรังจนถึงสามแยก แล้วแยกซ้ายอีก 200 ม. ถึงวัดพระบรมธาตุ ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ





วัดพระพุทธบาทดอยโล้น

สมเด็จมหาสากยะมุณีศรีสรรเพชร
วัดพระพุทธบาทดอยโล้น ตั้ง อยู่ในตำบลท้องฟ้า หมู่ 3 เป็นวัดป่าสายปฏิบัติ ตั้งอยู่บนเนินเขาท่ามกลางป่าไม้ร่มรื่น ภายในบริเวณวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ สมเด็จมหาสากยะมุณีศรีสรรเพชร เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีพุทธลักษณะงดงามหน้าตักกว้าง 20 เมตร สูง 38 เมตร รอยพระพุทธบาทตั้งอยู่บนยอดเขาสูงมีมณฑปสร้างครอบไว้ในบริเวณเดียวกันยังมี บ่อน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านถือว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ เมื่อถึงเดือนเมษายนของทุกปี ช่วงหลังประเพณีสงกรานต์ชาวบ้านจะจัดประเพณีขึ้นเขาไหว้รอยพระพุทธบาท


พระธาตุแก่งสร้อย

พระธาตุแก่งสร้อย (เมืองโบราณ) เป็น วัดเก่าแก่ที่คงสภาพที่สมบูรณ์ มีตำนานเล่าว่า ก่อนนี้เป็นเมืองอุดม เป็นที่ราบกว้างใหญ่ พระยาอุตุม จึงได้สร้างเมืองขึ้น ประกอบกับมีชุมชนอาศัยอยู่ริมน้ำเป็นจำนวนมาก ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านได้แวะพัก ชาวบ้านชาวลั๊วทราบข่าว จึงได้นำ ดอกไม้ และอาหารมาถวาย ซึ่งดอกไม้บริเวณนั้นส่วนใหญ่จะเป็น ดอกสร้อย และพุทธองค์ได้นำพระเกศาให้ไว้ จึงได้สร้างเจดีย์บรรจุไว้ ซึ่งเรียก ว่าพระธาตุแก่งสร้อยมาจนถึงปัจจุบัน
พระธาตุแก่งสร้อยห่างจากเขื่อนฯประมาณ 70 กม. ตั้งอยู่หมู่ที่ 1ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก


พระพุทธบาทเขาหนาม

ประวัติรอยพระพุทธบาทเขาหนาม ตั้งอยู่ที่กลางทะเลสาบแม่ปิงในบริเวณเขื่อนภูมิพลต.บ้านนา อ.สามเงาจ.ตากอยู่ห่างจากสันเขื่อนออกไปประมาณ5 ก.ม. มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานหากอยากทราบประวัติโดยละเอียดหาอ่านได้ที่ศาลา กลางวัดหรือคลิ๊กอ่านที่นี่ ในอดีตใต้ผืนน้ำแห่งนี้มีชุมชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมามีการสร้างเขื่อน ภูมิพล พื้นที่เดิมถูกน้ำท่วมหมดผู้คนก็อพยพออกไปทำมาหากินที่อื่นเหลือแต่เพียง ตำนานให้คนรุ่นหลังเล่าขานต่อไป

สำหรับวัดพระพุทธบาทเขาหนามแห่งนี้ ในอดีตไม่ได้เป็นวัด มีแต่รอยพระพุทธบาทป
ระ ดิษฐานอยู่บนยอดเขาเท่านั้น ผู้คนทั่วไปมิอาจปืนขึ้นมาสักการะได้ เพราะอยู่สูงจากแผ่นดินปกติมาก สำหรับเขาลูกนี้ที่ได้ชื่อว่าเขาหนามก็เพราะว่า มีลักษณะแหลมเหมือนหนามและสูงเทียมดอย จึงได้นามว่า "ดอยเขาหนาม" ต่อมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพล น้ำท่วมแผ่นดินหมดรวมทั้งตัวดอยกินเนื้อที่ประมาณ 80% ของความสูง เหลือ เพียง 20% ที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ จากดอยเขาหนามในอดีต เหลือเพียงเขาหนามในปัจจุบัน เพราะความสูงไม่พอที่จะเรียกว่าดอยได้อีกต่อไป แต่บางคนก็ยังเรียกติดปากว่าดอยเขาหนามก็มี

วัดดอนแก้ว

"พระพุทธรูปหินอ่อน" วัด ดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็นพระพุทธรูปหินอ่อน ปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินอ่อน ขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร ศิลปะแบบพม่า 

พระ พุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้วเป็นพระพุทธรูปปฏิมาแบบประธานในอุโบสถ วัดดอนแก้ว กล่าวได้ว่าเป็นพระประธานองค์เดียวในประเทศไทยที่ทำด้วยหินอ่อนที่มีขนาด ใหญ่

องค์ที่สามคือพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐานที่วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่าเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2546 นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนชาวจังหวัดตาก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงชาวพม่าให้ความเลื่อมใสศรัทธา ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดดอนแก้ว







น้ำตกทีลอซู

 
น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มี ลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย
ตามความจริงต้องออกเสียงว่า "ทีลอชู" และเป็นคำนามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า "น้ำตก" ชื่อ "ทีลอซู" เป็นความพยายามแปลความหมายทีละคำ โดย "ที" หรือ "ทิ" แปลว่า "น้ำ" "ลอ" หรือ "ล่อ" แปลว่า "ตก" แต่ "ชู" ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนั้น จึงมีความพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย เนื่องจาก "ซู" แปลว่า "ดำ" จึงนำไปสู่การเรียกว่า "ทีลอซู" และแปลว่า "น้ำตกดำ"
ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดู อื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม

การเดินทาง

การเดินทาง รถยนต์ จากอำเภออุ้มผางใช้เส้นทางสายอุ้มผาง-แม่สอด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 161 มีทางแยกซ้ายที่บ้านแม่กลองใหม่ไปด่านเดลอ หรือจุดตรวจ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง” เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร (สำหรับนักท่องเที่ยวที่ขับรถเข้าน้ำตกทีลอซูต้องติดต่อขอรับใบอนุญาตเข้า ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (สป. ๗) ได้ที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และอนุรักษ์อุ้มผางก่อนทุกครั้ง นักท่องเที่ยวต้องยื่น สป. 7 ที่ด่านเดลอ) จากนั้นเดินทางไปตามถนนลูกรังอีก 26 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง เส้นทางช่วงนี้เป็นทางดิน ควรใช้รถปิคอัพ หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ช่วงล่างมีความสูงมากพอสมควร ในฤดูฝนรถอาจเข้าไม่ได้ และจากที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร จึงถึงตัวน้ำตกทีลอซู


น้ำตกทีลอเร  



       หมู่บ้านในหุบเขาที่อยู่ติดกับชายแดนพม่าแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของผืนป่าตะวันตก  ซึ่งมีเส้นทางการผจญ  ภัยที่นับเป็นสุดยอดอีกแห่งในเมืองไทย คือ การล่องเรือยางกลางลำน้ำแม่กลอง แม่น้ำที่ถือกำเนิดในผืนป่าตะวันตก นับเป็นสายน้ำที่มีความยาวและสำคัญที่สุดอีกแห่งของเมืองไทย
       การล่องแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง เริ่มต้นที่บ้านปะละทะ หมู่บ้านกะเหรี่ยงเก่าแก่ ที่มีสาธารณูปโภคเข้าถึง  แต่ชาวกะเหรี่ยงที่นี่ยังคงแต่งกายแบบดั้งเดิม  แต่ละบ้านจะทอผ้าใช้กันเองด้วยหูกทอผ้า ปลูกพืชผัก เลี้ยงหมูไก่ไว้เป็นอาหาร และเลี้ยงช้างไว้เป็นพาหนะ  การล่องในช่วงแรกสายน้ำจะราบเรียบคดโค้งตามแนวเขาแนวป่าทึบที่อุดมสมบูรณ์ ผ่านบ้านกะเหรี่ยงโคทะ ก่อนที่จะพบกับแก่งเลเกติ เป็นแก่งใหญ่และยาวหลายกิโลเมตร ผ่านน้ำตกเล็ก จนถึงแก่งคนมอง ที่มีสายน้ำหลากไหลเชี่ยว มีโขดหินจำนวนมาก  แก่งสุดท้ายก็จะเป็นแก่งกะซิจิ๊เล จากนั้นจะถึงเวิ้งน้ำไหลโค้งสู่เพิงผาริมน้ำ มองเห็นน้ำตกทีลอเรไหลผ่านหน้าผาเขาหินปูนสูงลงสู่ผืนน้ำ ความยากการล่องเรือนี้จัดอยู่ในระดับ 3-4 จึงเหมาะสำหรับการล่องด้วยเรือยางมากกว่าแพไม้ไผ่  ระยะการล่องประมาณ 27 กิโลเมตร ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง  ขากลับจากน้ำตกไปบ้านปะละทะ ต้องเดินป่า ผ่านป่าทึบ สลับการขึ้นเขา  ซึ่งอาจจะพบเห็นสัตว์บ้าง ควรนั่งช้างสลับกับการเดิน ระยะทางรวม 30 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 8-10 ช.ม.



อุทยานแห่งชาติแม่เมย



    
       มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 115,800 ไร่ หรือ 185.28 ตารางกิโลเมตร ในท้องที่ตำบลแม่อุสุนั้น เดิมเป็นวน  อุทยานถ้ำแม่อุสุมีอาณาเขต  ทิศเหนือจดแม่น้ำเมย  ทิศใต้จดห้วยโป่งและห้วยม่วง  ทิศตะวันออกจดห้วยพูลซะ ห้วยพอนอโก  ตามทางหลวงสายแม่สอด - แม่สะเรียง  ทิศตะวันตกจดแม่น้ำเมย ในท้องที่ตำบลแม่สอง เดิมเป็นพื้นที่ป่าสัมปทานเก่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าสองยาง  
       ลักษณะภูมิประเทศ  ส่วนมากเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีที่ราบน้อยมาก โดยมีความสูงเฉลี่ย 680 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดสูงสุด 1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ไม้ใหญ่มีน้อย  เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของลำน้ำแม่สอง ลำน้ำแม่อุสุ ลำน้ำแม่สลิดหลวง และแม่น้ำเมย
       ลักษณะภูมิอากาศ  จะมีฝนตกชุกมากในฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว  ฤดูร้อนอากาศค่อนข้างอบอุ่น และจะหนาวถึงหนาวจัดในฤดูหนาว  ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวชมทะเลหมอกและสภาพทิวทัศน์ทั่วไปเป็น อย่างมาก  พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่เมยอยู่ในบริเวณร่องลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเล อันดามันพัดผ่าน  ประกอบกับอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าเขา ทำให้ได้รับลมมรสุมมากกว่าบริเวณอื่น  มีฝนตกชุกเหมือนภาคใต้ฝั่งตะวันตก

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ภายในอุทยานแห่งชาติแม่เมย
ถ้ำแม่อุสุ
       เป็นถ้ำหินปูนที่มีขนาดกว้างใหญ่ มีลำน้ำแม่อุสุไหลเข้าสู่ปากถ้ำซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  แล้วไหลเวียนไปออกด้านหลังถ้ำลงไปสู่แม่น้ำเมย ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้  มีระยะทางโดยประมาณ 450 เมตร ปากถ้ำกว้างประมาณ 20 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร  ภายในของถ้ำมีคูหาใหญ่ ๆ อยู่ 3 คูหา มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก เวลากลางวัน แสงอาทิตย์ส่องลาดผ่านปล่องถ้ำลงมากระทบหินทราย เกิดประกายแวววาว  บริเวณปากทางเข้าถ้ำมีเจ้าหน้าที่นำเที่ยวชมภายใน  ทางเดินในถ้ำค่อนข้างสะดวก มีเพียงบางช่วงที่ต้องปีนป่ายก้อนหินบ้าง  ใช้เวลาเที่ยวชมประมาณ 1 ชั่วโมง  ในช่วงฤดูฝนระดับน้ำในถ้ำจะขึ้นสูงจนไม่สามารถเข้าไปในถ้ำได้  ถ้ำแม่อุสุจึงเที่ยวได้เฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง  ถ้ำแม่อุสุอยู่ห่างจากอำเภอท่าสองยางตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 สายแม่สอด - แม่สะเรียง ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร  เลี้ยวซ้ายตามถนนรพช. ผ่านบ้านทีโนะโคะ ระยะทาง 2 กิโลเมตร ถึงถ้ำแม่อุสุ
น้ำตกชาวดอย
       เป็นน้ำตกขนาดกลาง ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติตามถนนแม่สลิด - แม่ระเมิง  ประมาณ 5 กิโลเมตร น้ำตกอยู่ห่างจากถนนประมาณ 500 เมตร
น้ำตกแม่สลิดน้อย
       เป็นน้ำตกสำหรับผู้ที่รักการเดินป่า เพราะต้องเดินจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมยประมาณ 3 กิโลเมตร  เป็นน้ำตกขนาดเล็ก - กลาง เป็นต้นน้ำของลำห้วยแม่สลิดน้อยเกโก ที่ไหลผ่านที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมย ซึ่งเป็นชั้น ๆ เรื่อยไปจนถึงชั้นสูงสุด  ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่สลิดน้อย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินท่องธรรมชาติ  ฟังเสียงสายน้ำ และศึกษาพรรณไม้นานาชนิด อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.8 กิโลเมตร  ระหว่างเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีน้ำตกขนาดเล็กมากมายให้ได้ชม
ม่อนกิ่วลม
       ที่ใช้ชื่อว่า ม่อนกิ่วลม ก็เพราะที่แห่งนี้มีช่องหรือกิ่ว ที่มีลมพัดผ่านอยู่เสมอ  เป็นจุดชมดวงอาทิตย์  ขึ้นยามเช้าที่สวยที่สุดบนเส้นทางสายนี้  ม่อนกิ่วลมอยู่บนความสูง 940 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มองเห็นทะเลหมอกปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง โดยมียอดเขาสูงต่าง ๆ โผล่พ้นสายหมอกแลดูราวกับเกาะใหญ่น้อยกลางทะเลสีขาว  อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี สภาพป่าโดยรอบเป็นป่าดิบเขา  เดินทางต่อจากม่อนกระทิงลัดเลาะไปตามไหล่เขาอีกประมาณ 8 กิโลเมตร
ม่อนครูบาใส
       อยู่ใกล้เคียงกับม่อนพูนสุดา ห่างกันประมาณ 200 เมตร  สามารถชมทะเลหมอกยามเช้าและชมพระอาทิตย์ตกดินได้ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมย ประมาณ 7 กิโลเมตร
ม่อนพูนสุดา
       เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากม่อนกระทิง 2 กิโลเมตร ชื่อม่อนตั้งขึ้น  ตามชื่อของนักถ่ายภาพชั้นครูของเมืองไทยคือ อาจารย์พูน เกษจำรัส และภรรยาของท่านชื่อ สุดา  เพื่อเป็นเกียรติแด่อาจารย์พูน  ในฐานะที่เป็นผู้เดินทางมาถ่ายภาพบนหม่อนนี้เป็นคนแรก
ม่อนกระทิง
       เป็นจุดชมทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง คำว่า “ม่อน” หมายถึง เนินดินหรือเนินเขาเตี้ย ๆ ชื่อม่อนกระทิงมีที่มาจากว่าบริเวณนี้เคยมีกระทิงอาศัยอยู่ชุกชุมจนมีพราน ป่าขึ้นมาล่าอยู่เสมอ ๆ เดินทางจากถ้ำแม่อุสุต่อไปจนพบกับทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1267 สายแม่สลิดหลวง - แม่ระเมิง  ให้เลี้ยวขวาขึ้นสู่ดอยแม่ระเมิง  ช่วงนี้เป็นทางขึ้นเขาชัน ระยะทางประมาณ 11 กม. จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ม่อนกระทิงอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกล
                น้ำตกผาเทวะ
       เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะได้พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  และเป็นน้ำตกที่เด่นที่สุดในอุทยานฯ  มีความสูง ๑๕๐ เมตร  เวลาที่อยู่ใกล้ ๆ จะมองเห็นสายน้ำทิ้งตัวลงจากหน้าผา ส่งให้สายน้ำไหลแรงมากระทบโขดหิน และแอ่งน้ำเบื้องล่าง  ป่ารอบ ๆ บริเวณจึงชุ่มชื้น และฉ่ำเย็นด้วยละอองของน้ำที่กระจายไปทั่ว  สายน้ำสีขาวของผาเทวะที่ไหลยาวไปสู่เบื้องล่างสามารถมองเห็นได้จากอีกยอด เขาหนึ่ง  เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาจะพบทุ่งหญ้านิรนาม  เป็นทุ่งหญ้าและหุบเขาสามารถพักแรมได้  เป็นจุดที่มีทิวทัศน์สวยงาม  และบรรยากาศเย็นสบาย ซึ่งถ้าตื่นมาตอนเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกได้ถ้าฟ้าเปิด  ใกล้ ๆ บริเวณจะพบหลุมขุดแร่เป็นระยะ ๆ เพราะที่นี่เคยเป็นพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่มาก่อน  และบริเวณกลางป่ามีเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของหญิงสาวที่เลือกมาผูกคอ ตายเพราะผิดหวังในความรัก


เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (ฝั่งตะวันออก)


       เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และตำบลแม่ละมุ้ง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก  มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๓,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒ ล้านไร่ โดยมีอาณาเขตติดต่อดังนี้
       ทิศเหนือ: จดหมู่บ้านยางแดง บ้านกะเหรี่ยงมาจี บ้านกะเหรี่ยงมาจีใหม่ ในเขตจังหวัดตาก
       ทิศตะวันออก: จดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานีและตาก
       ทิศตะวันใต้: จดแม่น้ำรันตีและแนวเขตวกลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ตามลำห้วยแยกของแม่น้ำรันตีไปจดขุนห้วยหงีย
       ทิศตะวันตก: จดพรมแดนประเทศสหภาพพม่า และพื้นที่ประทานบัตรเหมืองแร่บางส่วน
       ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์ป่าทุ่งใหญ่ มีหลายลักษณะผสมผสานอยู่  เป็นแหล่งอาหารและที่หลบภัยของสัตว์ป่าเป็นอย่างดี  ประกอบด้วยทุ่งหญ้า ถือว่าเป็นลักษณะเด่นของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร  มีกระจายอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่รวมแล้วมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ไร่ ป่าเบญจพรรณส่วนใหญ่ยังมีสภาพสมบูรณ์  ประกอบด้วยไม้หลายชนิด เช่น ประดู่ แดง มะโมงตะแบก ซ่าน ป่าเต็งรัง มักจะพบในบริเวณที่หน้าดินตื้นและมีความชื้นน้อยที่พบมาก ได้แก่ เต็งรัง ประดู่ แดง  มีไม้พื้นล่างจำพวกเป้งและปรงขึ้นอยู่หนาแน่น มีลักษณะแปลกไปจากที่อื่นโดยเฉพาะต้นปรงมีขนาดโตมากและมีอายุนับร้อยปี  ป่าดงดิบมักจะพบตามที่ราบลุ่มและริมห้วยมีความชื้นในดินสูง  ซึ่งจะมีลักษณะทั้งดงดิบชื้นและดงดิบแล้งผสมอยู่ ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ตะเคียน อบเชย ไม้พื้นลางเป็นหวาย ไม้ไผ่ เถาวัลย์ และพันธ์ไม้ จำพวกปาล์ม
       การผสมผสานของทุ่งหญ้าและป่าไม้ชนิดต่าง ๆ ในป่าทุ่งใหญ่ทำให้มีแหล่งน้ำแหล่งอาหารและที่หลบภัยของสัตว์ป่าอย่าง สมบูรณ์ จึงปรากฏว่ามีสัตว์ป่ามากทั้งชนิดและจำนวน ช้างป่า เลียงผา กระทิง เก้ง กวาง เสือโคร่ง เสือดาว ชนิดต่าง ๆ หมีควาย หมีหมา หมีคน ลิงชนิดต่าง ๆ ชะนี พญากระรอก สมเสร็จ ชะมด อีเห็น หมูป่า ไก่ฟ้าพญาลอ เป็ดหงส์ เป็ดป่า นกเงือกชนิดต่าง ๆ นกหัวขวานชนิดต่าง ๆ และนกอื่น ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๒๘๙ ชนิด
      
       น้ำตกกะแง่สอด
       น้ำตกกะแง่สอด  อยู่กลางป่าลึกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก  ปูพรมด้วย มอสเขียวขจีทั่วโขดหิน


อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช






ข้อมูล ทั่วไป
        อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตั้งอยู่ในท้องที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอเมืองตาก และอำเภอแม่สอด ติดถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 (ตาก–แม่สอด) ห่างจากตัวอำเภอเมืองตากประมาณ 35 กิโลเมตร ซึ่งประกาศทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ละเมา ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 954 (พ.ศ.2524) และประกาศทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท้อ–ห้วยตากฝั่งขวา ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 145 (พ.ศ.2509) มีพื้นที่ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษจำนวน 93,125 ไร่ แต่มีพื้นที่จริงจากการคำนวนเท่ากับ 163,750 ไร่
          ประวัติความเป็นมา : อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช เดิมมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” เนื่องจากมีต้นกระบากที่ใหญ่สุดในประเทศไทยเท่าที่สำรวจพบในขณะนี้ โดยมีนายสวาท ณ น่าน ช่างอันดับ 2 สถานีโทรคมนาคม จังหวัดตาก ซึ่งได้รับการบอกเล่าจากชาวเขาเผ่ามูเซอ ว่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ประมาณสิบคนโอบอยู่ต้นหนึ่ง และมีสะพานหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อได้ไปสำรวจพบเห็นว่าเป็นสภาพธรรม ชาติที่สวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ จึงได้ทำหนังสือถึงกองอุทยานแห่งชาติ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2519 และวันที่ 6 มกราคม 2520 รายงานถึงลักษณะทางธรรมชาติซึ่งมีความโดดเด่น ได้แก่ ต้นกระบากใหญ่ สะพานหินธรรมชาติ น้ำตกห้วยหอย น้ำตกแม่ย่าป้า มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีสัตว์ป่าที่ชุกชุม
ทางกองอุทยานแห่งชาติจึงได้มีคำสั่งให้ นายสมยศ สุขะพิบูลย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลานสางในขณะนั้น ออกไปตรวจสอบพบเห็นว่าเป็นจริงดังคำบอกเล่า มีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้ และไปดำเนินการสำรวจเพื่อกำหนดพื้นที่ป่าห้วยแม่ละเมา–ห้วยยะอุ ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท้อ–ห้วยตากฝั่งขวา ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมืองตาก ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ นำเสนอต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 210 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2524 กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” นับเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่ 40 ของประเทศไทย
         ต่อมากองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ พิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติแด่องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นสิริมงคลแก่อุทยานแห่งชาติ ตลอดจนเพื่อเป็นการรำลึกถึงสถานที่อันมีค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ได้แก่ จังหวัดตาก เห็นสมควรเปลี่ยนชื่อ “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” เป็น “อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช” กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อใช้พระปรมาภิไธยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นชื่ออุทยานแห่งชาติ และได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2529 ให้ใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช”
     นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางลักษณะภูมิประเทศแล้ว อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชยังมีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อีกด้วย กล่าวคือ ในสมัยโบราณพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเส้นทางการเดินทัพของขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด (อำเภอแม่สอดในปัจจุบัน) เพื่อบุกเข้าตีเมืองตากซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยในขณะนั้น นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่า โดยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่า คราวยกทัพกลับจากการล้อมกรุงศรีอยุธยาขณะเสด็จกลับระหว่างทางทรงประชวรและ สิ้นพระชนม์ในป่าแห่งนี้